ภาวะปัสสาวะ เล็ด ปัญหากวนใจ

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ Urinary Incontinence

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในผู้สูงอายุมักเกิดในอายุที่มีมากกว่า 65 ปีพบว่าเกิดในผู้สูงอายุเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า  มีหลายสาเหตุ เริ่มจากการเสื่อมของสรีระร่างกายเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อหูรูดเกิดการคลายตัวมากขึ้น  การกักเก็บน้ำปัสสาวะในกระเพราะปัสสาวะลดลง  กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะทำงานได้ลดลง  และ ทางเดินท่อปัสสาวะแคบลงจาการถูกกีดขวางโดยเฉพาะในเพศชาย  รวมไปถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว และผลข้างเคียงของยาบางชนิด  เช่น ยาขับปัสสาวะ(Diuretics drugs)  ยาลดความดันโลหิต (Calcium channel blocker drugs)  ยารักษาอาการจิตเวช (Psychotic drugs) และ  ยาระงับความเจ็บปวด (Opioid analgesics) ฯลฯ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่สามารถแบ่ง ประเภท  2 แบบ ดังนี้

                                 1. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบชั่วคราว (transient urinary incontinence) พบบ่อยมากที่สุดในผู้สูงอายุ สามารถป้องกันการเกิดภาวะและรักษาให้หายได้  โดยมีหลักการประเมินที่สำคัญ คือ DIAPPERS

                            1. D = delirium ภาวะสับสนซึ่งผู้สูงอายุจะ สูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ

                            2. I = infection of urinary tract การติดเชื้อ ในทางเดินปัสสาวะหรือติดเชื้อในระบบร่างกายอื่น ๆ

                            3. A = atrophic vaginitis/urethritis การอักเสบของท่อปัสสาวะหรือช่องคลอดแห้งจากการขาด 

                           ฮอร์โมนเพศหญิง     

                            4. P = pharmacological agents/drug   ผลจากยาหรือแอลกอฮอล์   เช่น ยาลดความดันโลหิต  

                            5. P = psychological factors ปัญหาทางจิตเวช              

                            6. E = endocrine disorder ความผิดปกติของ ต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน

                            7. R = restricted mobility การจำกัดการเคลื่อนไหวจากตัวผู้สูงอายุเอง หรือ หลังการผ่าตัด

                            8. S = stool impact ปัญหาท้องผูกหรืออุจจาระที่อัดแน่นจะกด ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ

                2. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบเรื้อรัง (chronic urinary incontinence) มีอาการผิดปกติมาเป็นเดือนหรือเป็นปีซึ่งสามารถแบ่ง ออกเป็น 4 ประเภทคือ  

                            1. Stress incontinence    มีอาการปัสสาวะเล็ดขณะที่ไอ จาม  หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของ โดยปัสสาวะราดปริมาณเล็กน้อย ประมาณ 5 – 10มิลลิลิตรต่อครั้ง เนื่องจากมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ไปดันกระเพราะปัสสาวะไว้จนทำให้ ความดันในกระเพราะปัสสาวะสูงกว่าท่อทางเดินปัสสาวะ  จึงทำให้เกิดปัสสาวะเล็ดออกมา     ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง เนื่องจากหย่อนของกระเพราะปัสสาวะ  กล้ามเนื้อหูรูด และกล้ามเนื้อเชิงกราน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ  ได้แก่ การผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน  ผ่าตัดมดลูก ผ่าตัดต่อมลูกหมาก ผ่านการคลอดบุตรทางช่องคลอด รวมถึงสตรีในวัยหมดประจำเดือน

                            2.  Urge  incontinence  เกิดจากกล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะ (detrusor muscle) มีการบีบตัวที่รุนแรงกว่าปกติหรือมีการบีบตัวในขณะปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะไม่เพียงพอ เนื่องมาจากปัญหาจากระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเบาหวาน (diabetes neuropathy) , โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ทำให้สัญญาณประสาทที่ส่งลงมายับยั้งปัสสาวะ (micturition reflex) ในไขสันหลังมีปริมาณน้อยลง  พยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะหรือภาวะผนังช่องคลอดบางและอักเสบ(atrophic vaginitis)  ช่องคลอดแห้งที่เกิดขึ้นจากภาวะพร่องเอสโตรเจนจะทำ ให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินปัสสาวะที่อยู่ข้างเคียงและทำ ให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากกว่าปกติ

                             3  Overflow incontinence เกิดจากสูญเสียความสามารถในการยืดขยายของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ เพื่อรองรับการบรรจุปัสสาวะ จนทำให้เกิดการล้นของปัสสาวะออกมา จนทำให้ผู้ที่มีอาการรู้สึกว่าปัสสาวะเล็ดออกมาตลอดเวลา  ปัสสาวะสะดุดติดขัดไม่ค่อยออก ต้องเบ่งขณะปัสสาวะและมีปัสสาวะค้าง บางครั้งมีอาการคล้ายกับ Stress incontinence   ซึ่งมาจากสาเหตุการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ  ต่อมลูกหมากโต หรือการทำงานของกระเพาะปัสสาวะน้อยลง  เช่น เบาหวาน

                             4. Functional incontinence เกิดจากความผิดปกติที่ควบคุมการถ่ายปัสสาวะ โดยเกิดจากพยาธิสภาพของปัญหาทางสติปัญญา(cognition) เช่น ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (Alzheimer’s disease) และ โรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) หรือ ผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว (mobility) เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม แม้กระทั้งผู้ป่วยทางจิตหรือผู้ที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าทำให้ไม่สนใจดูแลตนเอง